Home    Terms    Contact Us    Van Rental    Payment
ติดต่อบางกอกแวนเซ็นเตอร์ คุณนิด มือถือ 086 069 1461

Owner Name
24 hours services

086 069 1461
094 742 2996
Line: BangkokVanCenter

bangkokvancenter@hotmail.com
nittaya.sakaew@gmail.com

นิตยา สาแก้ว 
35 รามอินทรา 14 แยก 9 
ท่าแร้ง บางเขน 
กรุงเทพฯ 10230
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
3901200067815
จากใจผู้ใช้บริการ
สมาชิก
Username
Password
Register | Forgot password
Thai Calendar
JUNE 2026
S M Tu W Th F Sa
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30  
ชำระเงิน
สถิติการเข้าชม
Today pageview :
Now online :
Total pageview :

โฆษณากับทางเรา

เว็บลิ้งค์
Get code
View all
Why BVC is your best choice

News - จาก"เมล็ดข้าว-วิตามิน"สารอาหารมหัศจรรย์วัดระดับ "คุณธรรม"
Detail







จาก"เมล็ดข้าว-วิตามิน"สารอาหารมหัศจรรย์วัดระดับ

"คุณธรรม"


โดย ชฎา ไอยคุปต์


"ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว  แผ่นดินของเรา นี้แสนอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองราบคาบ ด้วยอานุภาพพ่อขุน รามคำแหงค้ำจุน ให้ชาติไทยไพศาล   สร้างทำ นาไร่ ทั่วแคว้นแดนไทย เราไถ เราหว่าน หมากม่วง หมากขาม หมากพร้าวหมากปราง พืชผลต่าง ๆ ล้วนงามตระการ สร้างบ้านแปลงเมือง ให้เกียรติไทยลือเลื่อง ไปทั่วทุกถิ่นฐาน จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ปวงราษฎร์ทั้งหลาย ได้อยู่เป็นสุขสำราญ " 
คำร้อง พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ สมัยต่อมาถูกย่อเหลือเพียง "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" วลีติดปากบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรสุโขทัยในเรื่องของเศรษฐกิจและวัฒนธรรม



มีจารึกอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 18-19 และเป็นบทเพลงหลักของในละครของกรมศิลปากรเรื่อง อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง ด้วยจุดประสงค์ที่รู้กันว่าเพื่อสนองนโยบายปลูกฝังลัทธิชาตินิยมให้แก่ประชาชนในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีเนื้อหาปลุกใจหรือปลูกจิตสำนึกให้แก่ประชาชน สร้างภาพแทนของสมัยสุโขทัยว่าประชาชนร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ระบอบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก  นำเสนอโดย
"อุดมลักษณ์ ฮุ่นตระกูล"จากงานวิจัยเรื่อง "จินตนาการถึงอดีต จินตนาการของชาติ เมื่อในน้ำ(ไม่)มีปลา ในนา(ไม่)มีข้าว" ในการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่  9  ภายใต้หัวข้อ "ปาก-ท้อง ของกิน จริยธรรมและการเมืองเรื่องอาหารการกิน" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2553 ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร ตลิ่งชั่น



จากบทเพลงที่เชื่อมโยงไปถึงการสร้างลัทธิชาตินิยมเพื่อโอบอุ้มผู้นำในอดีต  "อุดมลักษณ์"  เสนอว่า
"เคยมีนักวิชาการหลายท่านที่เสนอแนวคิดไว้ว่า จอมพลป.ได้สร้างอุดมการณ์ที่แสดงว่าท่านมีฐานะเป็นเพียงผู้นำของประชาชนเท่านั้น แต่เปรียบได้กับ "บิดา" หรือ "พ่อขุน" ที่ช่วยดูแลชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติและทำให้ชาติรุ่งเรืองแก่บุตร  แนวคิดดังกล่าวเกิดจากความพยายามสร้างลัทธิธรรมทางการเมืองให้แก่จอมพล ป. ช่วงพ.ศ. 2491-2500 ช่วงที่อำนาจทางการเมืองของจอมพล ป. กำลังประสบปัญหาความไม่มั่นคง และขาดการสนับสนุนจากรัฐประหาร จึงทำให้ต้องพยายามสร้างฐานอำนาจหรือลิทธิธรรมของตัวเอง "



นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างเพลงที่สนับสนุนเรื่องกิจกรรมการผลิตที่ชาวนาพึงกระทำให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อชาติได้รับการขยายอยู่ในเพลง "เมื่อเสร็จนา " ดังตัวอย่าง
เมื่อเสร็จหน้านา     ผู้หญิงทอผ้า      ผู้ชายตีเหล็ก
งานหนักให้เรา      งานเบาให้เด็ก
งานใหญ่งานเล็ก    มาช่วยกันทำ   
พวกเรามีบุญ         ที่มีพ่อขุน          คอยชักคอยนำ
ต้องการของใช้      ไทยเราต้องทำ
เหลือใช้ขายซ้ำ     เรามั่งมีเอย ฯลฯ



บทเพลงนี้ต่อยอดความคิดมาจากเพลง "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" มาสู่การผลิตในด้านหัตถอุตสาหกรรมตามบริบททางเศรษฐกิจและการเมืองในรัฐบาลยุคจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากที่เศรษฐกิจของไทยเริ่มขยายจากภาคการเกษตรมาสู่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อเป็นการเตือนใจหลังจากที่เกิดสงครามโลกครั้งที่
2 ที่ผ่านไปได้ไม่นานได้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าทำให้ต้องพึ่งพาต่างประเทศ รัฐบาลจึงส่งเสริมให้พึ่งพาตนเอง  ตามเนื้อเพลงที่ว่า
"ต้องการของใช้  ไทยเราต้องทำ  เหลือใช้ขายซ้ำ เรามั่งมี.. " 


มาถึงยุคปัจจุบันในน้ำมีปลาถูกนำมาใช้จากคนหลายกลุ่ม หลายจุดประสงค์ ทำให้เกิดความหมายที่ต้องการสื่อไปอีกหลายด้าน เช่นภาพการเกษตรยุคใหม่ สำนึกรักบ้านเกิด เศรษฐกิจพอเพียง และแรงดึงดูดเพื่อการท่องเที่ยวแบบใหม่ ซึ่งพบมากในการเชิญชวนให้คนมาท่องเที่ยวชนบทที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ ขุนเขาด้วยวลี ในน้ำมีปลาฯ



ในสังคมปัจจุบันวลีเกี่ยวกับข้าวปลาอาหารถูกนำมาใช้ในการโฆษณาเชิญชวนรณรงค์ อย่างแพร่หลายมากและระบุเจาะจงลงไปในตัวสินค้าแต่ก็ยังเป็นการชักชวน จูงใจ ให้คนเห็นคล้อยตาม ยังมีนโยบายระดับประเทศ เช่น การชักชวนให้ดื่มนม การเชิญชวนให้รับประทานอาหารครบ
5 หมู่ จนมาถึง "วิตามิน"หรือที่เรียกว่าสารอาหารมหัศจรรย์

 

อย่างที่
"ชาติชาย มุกสง"  ได้นำงานวิจัยเรื่อง "การปฏิวัติใต้ฝาชี : ประวัติศาสตร์โภชนาการกับการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการกินในสังคมไทย" มานำเสนอถึง "สารอาหารมหัศจรรย์" ของชนชั้นกลางเป็นผลมาจากกระบวนการสร้างจิตสำนึกของการกินสารที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "วิตามิน เอ, บี ,แคลเซียม" ที่คนไทยคุ้นเคยมาครึ่งศตวรรษแล้ว จึงทำให้มีการยอมรับเอาสารอาหารชนิดใหม่ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย



ไม่ใช่แค่คนเท่านั้นแต่สารอาหารเหล่านี้ยังขยายไปถึงสัตว์เลี้ยง ชูจุดขายความสมบูรณ์แข็งแรงและความสมดุลของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีผสมอยู่ในครีมทาผิวใช้ในการบำรุงผิวพรรณ ทั้งที่ผู้บริโภคไม่ทราบแน่ชัดว่าสารอาหารเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายจริงหรือไม่ แค่ความหมายและความสำคัญของวิตามินก็ทำให้สินค้าเหล่านั้นขายได้แล้ว


การสร้างความหมายให้วิตามินเป็นสารอาหารที่ทำให้กินแล้วดูมีความทันสมัยเพราะกินตามหลักโภชนาการสมัยใหม่ของตะวันตก หรือในความหมายของการกินเพื่อสุขภาพที่ดูดีและสวยงาม เมื่อปรากฏในการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพที่เน้นความงามมากกว่าความแข็งแรงของร่างกาย เครื่องสำอาง แชมพู และครีมบำรุงผิว ปรากฏชัดเมื่อปี 2530



เริ่มแรกวิตามินจะถูกขายเป็นยาบำรุงไม่ได้มีความพิสดารกว่าการเป็นสารอาหารบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2500 วิตามินแม้จะถูกนำมาใช้โฆษณาสินค้าบ้างในประเภทอาหารและเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย



ขณะเดียวกันสังคมไทยก็เผชิญกับปัญหาโภชนาการเกินจากการกินสารอาหารบางชนิดเช่น น้ำตาล เกลือ ไขมัน เป็นต้น จึงมีการเสนอให้กินลดลง ดังปรากฏใน"ภาพตัวแทน"ใหม่ในการกินที่เรียกว่า "ธงโภชนาการ" ที่ออกมาในปี พ.ศ.2542 โดยให้กินพลังงานและสารอาหารบางอย่างลดลง ให้เพิ่มผักและผลไม้ นำเสนอผ่านภาพตัวแทน "ปิรามิด"อาหารที่ให้กินมากอยู่ตรงฐานปิรามิดให้กินน้อยอยู่ตรงปลายปิรามิด



สืบเนื่องมาจากการให้ความสำคัญกับสัดส่วน รูปร่างและความงาม จึงทำให้วิตามินและเกลือแร่เป็นธาตุอาหารที่สำคัญ การตลาดจึงได้หยิบกระแสนี้ขึ้นมาส่งเสริมให้บริโภควิตามินและเกลือแร่รวมทั้งสารอาหารอื่นๆ ถูกนำเสนอว่าจำเป็นต่อการเจริญเติบโตที่สร้างความฉลาดให้เด็กรุ่นใหม่ เช่น DHA  โฟเลต โอเมก้า 3 ฯลฯ นำมาใช้เป็นจุดขายทำให้มีการแข่งขันกันโฆษณาขายธาตุอาหารมากขึ้น 



การปฏิวัติการกินของคนไทยให้เป็นไปตามหลักโภชนาการด้วยการสร้างภาพตัวแทนอาหารหลัก 5 หมู่เอาไว้เป็นหลักบัญญัติจึงสามารถเข้าไปถึงจิตสำนึกการกินของคนไทยได้สำเร็จระดับที่น่าพอใจ จนถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงการกินของคนไทยขนานใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


ส่วนกระแสการคลั่งวิตามินในประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น นอร์เวย์ ที่วิตามินเป็นสารมหัศจรรย์จนคนหันมานิยมกินกัน หรือสหรัฐอเมริกาทำให้ความหมายของวิตามินเกิดขึ้นมากมายหลายความหมาย อาทิ การสร้างความหมายให้กับวิตามินบี 1 มีความหมายเท่ากับเป็นวิตามินแห่งคุณธรรม  และมีข่าวลือว่าที่ฮิตเลอร์ยึดครองยุโรปได้เพราะประชากรเยอรมนีไม่มีคุณธรรมจากการขาดวิตามินบี 1 และการกินอาหารมีวิตามินบี 1 มากๆจะแข็งแรงจนชนะสงครามได้ เป็นต้น แต่ในสังคมไทยยังไม่ปรากฏความเชื่อเหล่านี้ เพียงแต่ภาครัฐเองแนะนำให้กินวิตามินเพื่อให้เหมาะสมและได้สัดส่วนกับการกินอาหารประจำวันเพื่อสุขภาพที่ดีเป็นหลักมากกว่า


ในสังคมไทยเริ่มแรกวิตามินถูกนำมาใช้ในความหมายยาเหมือนกับยารักษาโรคขาดสารอาหารมากกว่าเป็นสารอาหาร ขณะที่การรณรงค์ของภาครัฐให้ประชาชนมีสำนึกการกินอาหารมีวิตามินหรือถูกหลักโภชนาการตั้งแต่ทศวรรษ 2470 ประสบความสำเร็จเมื่อสมัยจอมพลถนอม กิติขจร ผ่านหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับที่ได้รับอิทธิพลจากอเมริกา สร้างความหมายให้กลายเป็นสารอาหารที่มีในอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก



การเปลี่ยนแปลงภาวะโภชนาการอย่างแท้จริงในวิถีการบริโภคประชาชนเกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างขนานใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ที่ไทยรับเอาการวางแผนจากธนาคารโลกและผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกาในต้นทศวรรษที่ 2500 จนเกิดเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรกในปี พ.ศ.2504  เปลี่ยนแปลงจากเกษตรยังชีพ ไปเป็นเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้าที่มีอุตสาหกรรมอาหารเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติเขียวได้เจริญเติบโต อย่างรวดเร็ว



ประวัติศาสตร์สังคมของอาหารการกินในสังคมไทย  อาจสรุปได้ว่าเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันที แต่เปลี่ยนผ่านแนวคิดด้านโภชนาการ ระยะแรกเกิดจากความคิดแพทย์และบุคลาการสาธารณสุขที่ทำหน้าที่เป็นข้าราชการรัฐเผยแพร่แนวคิดให้สังคมยอมรับกันอย่างแพร่หลายไปพร้อมๆกับความคิดอนามัยแผนใหม่


ปัจจัยที่ส่งผลต่อแบบแผนการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันที่คำนึงถึงอาหารในแง่การให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการมากกว่าการกินเพื่อรสชาติหรือตามรสนิยมของสังคม


การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากเอกชนภาคธุรกิจได้รับเอาแนวคิดการผลิตเป็นสินค้าเพื่อขายในตลาดจนกลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย


จากเดิมที่เป็นการผลิตแบบเกษตรเพื่อยังชีพหรือการค้าบ้างเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ก่อนจะพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มจากผลผลิตการเกษตรอันเป็นสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าและส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา พร้อมกับนำเอาแนวคิดโภชนาการแบบสหรัฐอเมริกาเข้ามาในไทยหลังทศวรรษที่ 2490 ตลอดจนการปรุงด้วยเทคโนโลยีการครัวสมัยใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับโภชนาการสมัยใหม่ ที่อ้างอิงให้สินค้าถูกจัดวางขึ้นในภาคธุรกิจเอกชนที่ต้องการสร้างภาพของวิตามิน ให้มีความหมายที่ขายได้ในลูกค้าชนชั้นกลางที่มีการศึกษามีและรสนิยมตะวันตก


ขอบพระคุณข้อมูลจาก "หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์"


Date: 06/04/2010 @ 08:43:00
CopyRight © 2007 www.bangkokvancenter.com
บริการรถตู้เช่า,เช่ารถตู้,รถตู้,เช่ารถ,van rent,van,ท่องเที่ยว,เดินทาง
35 Ram-Intra 14 Rd., Yeak 9, Tharang, Bangkhen, BKK 10230 | 
Mobile: 086 069 1461
LINE: bangkokVanCenter
Email : bangkokvancenter@hotmail.com | nittaya.sakaew@gmail.com